|
พ.ศ.2434
พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร(ท้าวอู๋)
ได้ย้ายเมืองขอนแก่นจากบ้านดอนบมไปอยู่บ้านทุ่ม
ด้วยเห็นผลทางการเมืองเป็นการป้องกันความแตกแยกสามัคคีของกรมการเมืองขอนแก่น
พ.ศ.2435
ทางราชการตั้งกรมธรรมการขึ้นเป็นกระทรวงธรรมการ
เพื่อดูแลด้านการศึกษาของชาติให้เป็นไปในแนวเดียวกัน เพื่อพัฒนาบุค ลากรให้มีความรู้มากขึ้น และเพื่อขยายการเรียนหนังสือเมืองไทยให้แพร่หลาย
ออกไปทั่วทุกภาคแต่ก็มืได้ห้ามการเรียนภาษาท้องถิ่น เช่นภาษาขอมภาษาไทยใหญ่หรืออักษรตัวธรรมภาษาไทยน้อย(อีสาน)ทางราชการได้ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมูลการศึกษาขึ้นทั่วไปทั้งในกรุงและหัวเมือง กำหนดชั้นเรียนเป็น2ชั้นคือมูลศึกษาชั้นต่ำ
และมูลศึกษาชั้นสูง เพื่อส่งเสริมให้หัวเมืองต่างๆจัดตั้งโรงเรียนขึ้น
ทางราชการได้คัดเลือกบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถ ส่งออกไปตามหัวเมืองต่างๆ
เรียกว่าข้าหลวงกำกับราชการหรือข้าหลวงประจำเมือง
(ไม่ใช่เจ้าหรอผู้ว่าราชการเมือง)
พ.ศ.2440 ทางราชการได้ส่งนายกิจจการี(จีน ปิยรัตน์)
13 ปี ต่อมาได้เป็นผู้ว่าราชการเมือง
เมืองขอนแก่นที่พระวิไสยสิทธิกรรม
พ.ศ.2453-2456
มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองขอนแก่น นายกิจจการี
ได้ช่วยพระนครศรีบริรักษ์ฯ(ยศในขณะนั้น) อุปฮาต (ท้าวหนูหล้า สุทรพิทักษ์)
จัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างประจำเมืองขอนแก่นชื่อว่า โรเรียนขอนแก่น(ชาย) มีนายทับ
ฉิมมา เป็นครูใหญ่ เปิดสอนวิชา คัดไทย อ่านไทย เขียนไทย หยุดทุกวันพระ
และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ในการเปิดสอนครั้งแรก
นักเรียนจะเป็นลูกหลานข้าราชกรมการเมืองขอนแก่น
ประชาชนทั่วไปไม่นิยมเรียนเพราะเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนภาษาไทย
ปกติจะมีการเรียนการสอนภาษาไทย น้อยตามสำนักวัดต่างๆ
ถ้าบวชเป็นภิกษุสามเณรจะต้องเรียนอักษรตัวธรรมและตัวขอมด้วย
ในสมัยนั้นผู้หญิงไม่นิยมเรียนหนังสือ จะเรียนวิชาชีพ การบ้านการเรือน จากพ่อ
แม่ ปู่ ย่า ตา ยายของตน
พ.ศ.2441
ทางราชการได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับที่1โรงเรียนขอนแก่น(ชาย)ได้ปรับปรุงเนื้อหาวิชาใหม่ตามที่ทางราชการ กำหนดคือ
คัดไทย อ่านไทย เขียนไทย จรรยาและวิชาเลขคณิต
การเรียนแบ่งออกเป็น3ชั้นคือ
- พวก ก ข
- พวกแจก ผัน สะกด
- พวกอ่านออกเขียนได้
พ.ศ.2442
เมืองย้ายจากบ้านทุ่มมาอยู่บ้านเมืองเก่า
พ.ศ.2443
โรงเรียนขอนแก่น(ชาย) ย้ายมาเรียนที่วัดธาตุพร้อมกับเจ้าเมืองได้ปรับยศสูงขึ้นเป็น
พระยานครศรีบริรักษ์บรมราชภัคดีศรีศุภสุนทร
พ.ศ.2445
ทางราชการประกาศใช้แผนการศึกษาฉบับที่2 การศึกษาแบ่งเป็น2ระดับ
คือสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษา สายสามัญแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ
ประถมศึกษามัธยมศึกษาและอุดมศึกษา โรงเรียนขอนแก่น(ชาย)เปิดสอน2ระดับคือ
1.ประถมปีที่
1-3 2.มัธยมศึกษาปีที่ 1-3
พ.ศ.2449
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาตรวจมณฑลอุดรอีสาน 25
ธันวาคม พ.ศ.2449 ท่านได้บันทึกไว้ เวลาบ่าย 4 โมง ไปดูที่ต่างๆ
จนถึงตลาดและวัดธาตุ
มีโรงเรียนซึ่งข้าหลวงบริเวณจัดตั้งขึ้นมีพระสอนมีจำนวนนักเรียน 109 คน
แต่สวมเสื้อและหมวก เหมือนกันหัดเข้าแถว
คำนับอย่างเรียนร้อยแล้วกลับที่พักโรงแรม
พ.ศ.2450 นายทับ ฉิมมา
ครูใหญ่ลาออก พระครูพิศาลอรัญเขตต์เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นดำรงตำแหน่งแทน
ทางการได้ปรับเปลี่ยนแผนการศึกษาใหม่
โดยแยกสายสามัญและสายวิสามัญ(อาชีวศึกษา)ออกจากกันโดยเด็ดขาด
โรงเรียนขอนแก่น(ชาย)มีตำราเรียนคือ
1.แบบเรียนเร็วเล่ม1,2,3 2.หนังสือภาษาไทย6เล่ม คือ มูลบทบรรพกิจ,
วาหนิตนิกร, อักษรประโยค, สังโยคพิธาน, ไวพจน์พิจารณ์,พิศาลการัตน์
พ.ศ.2453
พระครูพิศาลอรัญเขตต์
ลาออกจากครูใหญ่เนื่องจากภารกิจทางสงฆ์มีมากพร้อมทั้งออกตรวจวัดต่างๆ
เพื่อเตรียมจัดตั้งโรงเรียนประชาบาล
แต่ท่านก็ยังเป็นครูน้อยช่วยสอนเช่นเดิม
พ.ศ.2454 ราชบุรุษนารถ
อินทุสมิต ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ได้สร้างอาคารเรียนใหม่ขึ้น 1 หลัง
พระครูพิศาลอรัญเขตต์ได้บริจาคเงิน 60 บาท จัดซื้อมอบให้แก่โรงเรียน
เป็นโต๊ะขนาดกว้างศอกคืบ จำนวน 25 ตัว
ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนขอนแก่น(ชาย)เป็นโรงเรียนวัดธาตุวิทยาคาร
พ.ศ.2456
ทางราชการได้ประกาศใช้แผนการศึกษาใหม่
เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมภ์ที่ต้องการให้นักเรียนที่จบแล้วมีความรู้
ในการประกอบอาชีพโดยขยายหลักสูตรประถมศึกษาเป็น 5 ปี 3ปีแรกเรียนวิชาสามัญเช่นเดิม
2 ปีหลังเรียนวิชาชีพ มัธยมศึกษา 8 ปี แบ่งเป็น มัธยมศึกษาตอนต้น 3
ปี(ม.1-ม.3)มัธยมศึกษาตอนกลาง3ปี(ม.4-ม.6) และมัธยมศึกษา ปลาย 2 ปี(7-8)
แต่โรงเรียนวัดธาตุวิทยาคารขาดครูผู้สอน
จึงเปิดได้เพียงมัธยมศึกษาตอนต้น
พ.ศ.2458 ราชบุรุษนารถครูใหญ่
ย้ายไปรับราชการ จังหวัดหนองคาย นายผล ผลโตษะ มาดำรงตำแหน่งครู่ใหญ่แทน
พระยาศาลสารเกษตร (พร พิมพะสูต) ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น
ได้ย้ายโรงเรียนวัดธาตุวิทยาคารจากวัดธาตุมาอยู่ ณ ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน
ปัจจุบันโดยการสร้างอาคารชั่วคราวขึ้น 1 หลัง
เป็นแบบปั้นหยาชั้นเดียวยกพื้นมีมุขหน้า 2 ด้าน บันไดขึ้นตรงกลางมีระเบียงซ้ายขวา
แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน"
พ.ศ.2459 นายผล ผลโตษะ
ไดเลื่อนตำแหน่งเป็นธรรมการจังหวัดขอนแก่น
และควบตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาคาร แต่การบริหารมอบให้นายเฉย อินทุมาน
รั้งตำแหน่ง(รักษาการ) ครูใหญ่
เนื่องด้วยธรรมการจังหวัดขอนแก่นออกตรวจตราดรงเรียนประชาบาลบ่อยๆ
พ.ศ.2461 นายอั้น
ศิริโชติ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ได้พัฒนาโรงเรียนในหลายๆด้าน
มีการจัดตั้งกองลูกเสืออย่างเป็นระบบ พร้อมกับมีการเข้าค่ายพักแรมทุกภาคเรียน
มีการฝึกซ้อมรับแบบเสือป่า
พ.ศ.2462
ทางราชการเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ.2464
ทางราชการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนได้มีการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนให้ดีขึ้น
พ.ศ.2468 นายอั้น
ศิริโฃติ ครูใหญ่ย้ายไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูมูลมณฑลอุดร นายถม
ธรรค์เพชร์ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทน
พ.ศ.2469 นายถม ขรรค์เพชร์
ครูใหญ่ย้ายไปดำรงครูใหญ่จังหวัดหนองคายรองอำมาตย์ตรี เปลื้อง อินทุสมิต
มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทน
ในปีนี้ได้สร้างอาคารอาคารเรียนหลังใหม่ขึ้นด้วยเงินศึกษาพลี(งบประมาณของทางราชการ)
14,500 บาท ตามแบบโรงเรียนประจำจังหวัดแบบที่1
ของกระทรวงธรรมการอาคารเป็นไม้แบบปั้นหยามีมุขหน้า1ข้าง
แต่เพิ่มเติมเฉลียงด้านหลังกว้าง3เมตร ยาวตลอดตัวอาคารและกั้นเป็นห้องสมุด
และห้องพัสดุขึ้นด้านหลังอาคารทั้ง 2 ด้าน
ระหว่างเฉลียงหลังและเฉลียงข้างขนาดขนาดห้องกว้าง3 เมตร(เท่าเฉลียง)ยาว 6.50เมตร
อาคารชั้นเดียวเสาคอนกรีตสูงสูงจากดินถึงพื้น 2 เมตร จากพื้นถึง 4 เมตร ด้านหน้ามี
3บันได ด้านหลังมี2บันได เริ่มก่อสร้างวันที่ 22 กันยายน 2468 แล้ว
เสร็จมอบแก่กรรมการตรวจรับเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2469 เป็นอาคารที่แปลกพอสมควร
เนื่องจากด้วยมีการต่อเติมเฉลียงหลัง และเพิ่มบันไดอีก2แห่งรวมตัวอาคารกว้าง24เมตร
ยาว45เมตร และในปีเดียวกันนี้(2469)ได้สร้างอาคารโรงพละขึ้นอีก 1 หลังเป็นเงิน
10,000 บาท(หนึ่งหมื่นบาท)
เนื่องด้วยการพระศาสนาได้เข้ามารวมอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเช่นเดิมป้ายโรงเรียนจึงเป็น
"โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน กระทรวงธรรมการ"
เนื่องจากการก่อสร้างอาคารเรียนใช้เงินงบประมาณของทางราชการเป็นจำนวนมาก
ทางจังหวัดขอนแก่นและมณฑลอุดร
จึงส่งเรื่องขอพระราชทานนามของโรงเรียนเพื่อเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชมานนามลงมาเมื่อวันที่
11 กุมภาพันธ์ 2470 ว่า "ขอนแก่นวิทยายน"
พ.ศ.2472
รองอำมาตย์ตรีเปลื้อง อินทุสมิต ถูกสั่งพักราชการ
ทางราชการจึงแต่งตั้งขุนสุนทรการันต์ศึกษาธิการ มาดำรงตำแหน่งแทน
อยู่ได้ปีเศษก็ถูกสั่งพักราชการ
พ.ศ.2473 นายสิทธิ์
บัณฑิตวงษ์ รั้งตำแหน่งครูใหญ่ นายสิทธิ์ บัณฑิตวงษ์เข้ารับราชการเมื่อ 9 กรกฎาคม
2472 วุฒิ ป.ป.เงินเดือน30บาท
พ.ศ.2474
ทางราชการตั้งนายสิงห์วาณิชยานนท์ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน
ได้มีการพัฒนากิจการต่างๆขึ้นอย่างมากมาย เช่น กิจการลูกเสือ
พลศึกษาและการแสดงต่างๆของนักเรียนและที่สำคัญคือได้รับอนุมัติให้เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนกลางที่1(ม.4)
พ.ศ.
2475 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ขอเก็บค่าเล่าเรียน ป.1-ป.3
ได้รับอนุมัติจากเสนาบดีกระทรวงธรรมการ คือ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ เมื่อวันที่ 29
เมษายน 2475 ดังนี้
ป.1-ป.2 ปีล่ะ2บาท ป.3
ปีล่ะ4บาท ทั้งนี้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2475 เป็นตั้นไป
สำหรับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนกลางเก็บค่าเล่าเรียนดังนี้
ม.1-ม.3 เก็บปีล่ะ10บาท ม.4
เก็บปีละ15บาท ม.5 เก็บปีล่ะ20บาท
การเปิดสอนม.5
ของโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนได้รับอนุญาตให้เปิดสอนได้ตามประกาศของแผนกธรรมการลงวันที่
29 เมษายน 2475 โดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาตรังค ภูมิภิบาล สมุหเทศภิบาล
มณฑลอุดร
ทางราชการได้ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475 แบ่งเป็นประถมศึกษา 4 ปี
มัธยมต้น 4 ปี มัธยมปลาย 4 ปี
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนยังเปิดในแบบเดิมตลอดปีการศึกษา 2475
ทางฝ่ายปกครองได้มีการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เะป็นประมุข
พ.ศ.2476
มีเหตุการณ์ดังนี้
1. นายสิงห์ วาณิชยานนท์
ครูใหญ่ย้ายไปรับราชการในกระทรวงธรรมการ นายคำบ่อ เดชกุญชร
มาดำรงตำแหน่งแทน
2.
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนได้รับอนุญาตเปิดสอนชั้นม.6
3.
ลูกเสือเกียรติยศได้ไปร่วมพิธีเปิดสถานีรถไฟเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476
4.
จัดการเรียนการสอนตามแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475 คือ
ชั้นเตรียม ให้เป็นประถมปีที่
1
ชั้นประถมปีที่1
ให้เป็นประถมปีที่ 2
ชั้นประถมปีที่2
ให้เป็นประถมปีที่ 3
ชั้นประถมปีที่3
ให้เป็นประถมปีที่ 4
ม.1-4
ให้เป็นมัธยมศึกษาตอนต้น
ม.5-6
ให้เป็นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 1-2
5.
เกิดกบฎวรเดชขึ้นทางโรงเรียนได้เรี่ยไรทรัพย์สิ่งของไปช่วยฝ่ายรัฐ
เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนระบบประชาธิปไตย
6. กรมมหาวิทยาลัย
กระทรวงธรรมการ จัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมการและการเมือง
พ.ศ.2478
ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติทุกตำบลและจังหวัดขอนแก่นจัดตั้งเทศบาลเมืองเป็นปีแรก
พ.ศ.2479
ชาวญวนในจังหวัดขอนแก่นก่อความวุ่นวายขึ้นทางราชการปราบปรามจนเรียบร้อย
กองลูกเสือขอนแก่นวิทยายนเข้าไปช่วยเป็นยามรักษาการณ์ตามสถานที่สำคัญหลายแห่ง
พ.ศ.2480
ได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มเพิ่มอีกหนึ่งหลัง ด้านทิศใต้ของอาคารหลังใหญ่
เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง เสาคอนกรีตวางคานไม้ ขนาด 3
ห้องเรียน(ในเวลาต่อมาได้ต่อเคชติมชั้นล่างเป็นห้องเรียน 3 ห้อง)
จังหวัดขอนแก่นได้ตั้งหน่วยยุวชนทหารขึ้นนักเรียน ม.4-6
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนได้สมัครเข้าฝึกจำนวนมาก
และได้เป็นกำลังส่วนหนึ่งไนการรักษาความสงบภายในจังหวัดขอนแก่นในเวลาต่อมา
พ.ศ.2484 นายคำบ่อ เดชกุญชร
ย้ายไปดำรงตำแหน่งธรรมการจังหวัดยะลา นายสิทธิ์ บัณฑิตวงษ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทน
เกิดสงครามอินโดจีน คณะครู ยุวชน ทหารนักเรียนและลูดเสือโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน
ได้เป็นกำลังส่วนหนึ่งช่วยรักษาความสงบภายในจังหวัดขอนแก่น
มรหน้าที่ควบคุมแสงไฟและการจราจรทั้งกลางวันและกลางคืน ปีการศึกษา 2484
ไม่มีการสอบไล่ประจำปีให้ถือว่านักเรียนสอบไล่ได้หมดทุกคน ในช่วงเวลาที่นายสิทธิ์
บัณฑิตวงษ์เป็นครูใหญ่ได้มีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่นโรงวิทยาศาสตร์
โรงฝึกงานฝีมือ บ้านพักครู บ้านพักภารดรง โรงอาหาร ห้องส้วมครู ห้องส้วมนักเรียน
นอกจากนี้การกีฬาก็โดดเด่น
มากได้ถ้วยชนะเลิศแทบทุกอย่าง
นายสิทธิ์ บัณฑิตวงษ์ เป็นครูใหญ่อยู่นาน 12 ปี 10 เดือน
ก็ย้ายไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล
เป็นครูใหญ่ที่นานที่สุดนับตั้งแต่ตั้งโรงเรียนมาคือ 13 ปี 10 เดือน(เป็น 2
สมัย)และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบันทึกไว้คือในปี พ.ศ.2484
กระทรวงธรรมการเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2496 นายเงิน รัตนจันท
ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ได้พัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น
หลังจากที่ทางราชการประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ
พ.ศ.2497
แล้วโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนก็ปรับระดับเป็น มัธยมต้น 3 ปี คือ ม.1-3
และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี คือ ม.4-6 ส่วนชั้นเตรียมอุดมศึกษา 2
ปีได้เริ่มเมื่อภาคเรียนที่ 1/2504 ถึง พ.ศ.2502 เราก็มีครบทั้งมัธยมต้น มัธยมปลาย
และเตรียมอุดมศึกษา ส่วนระดับประถมศึกษา ได้โอนไปอยู่กับเทศบาลตั้งแต่ปี พ.ศ.2482
แล้วในสมัย นายเงิน รัตนจันท นี้ได้สร้างโรงอาหารถาวร อาคารเรียนชั่วคราว ส้วม
และโรงเก็บรถจักรยาน
พ.ศ.2506 (1 พ.ค. 06)
นายเงิน รัตนจันท ย้ายไปดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัดหนองคาย
นายสุชาติ สุขากันยา
มาดำรงตำแหน่งอาจารย?ใหญ่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนเพียงปีเดียว
พ.ศ. 2507-2512 นายเจือ
หมายเจริญ เป็นอาจารย์ใหญ่ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดการศึกษา
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.ศ. 1-3) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ศ. 4-5)
แทนชั้นเตรียมอุดมศึกษา (ม. 7-8) พ.ศ. 2510
มีการก่อตั้งโรงเรียนโครงการมัธยมแบบประสมขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น รับนักเรียน ม.ศ. 1
ทั้งหญิงและชายโดยอาศัยอาคารเรียนขอนแก่นวิทยายน เป็นสถานที่ชั่วคราว ปีการศึกษา
2511 จึงย้ายออกไปก่อตั้งเป็นโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
พ.ศ. 2512-2516
มีการขยายจำนวนรับนัดเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมากขึ้น
ตามแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2
มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อักษรย่อปักอกเสื้อนักเรียนจาก ข.ก. 1 เป็น ข.ก.
พ.ศ.
2516-2522 นายสนิทพงศ์ นวลมณี อาจารย์ใหญ่,
ผู้อำนวยการได้มีการสร้างอาคารแบบ 318 จำนวน 18 ห้องเรียน ขึ้น 1 หลัง (อาคาร 3
ปัจจุบัน)พ.ศ. 2516 สร้างหอประชุมแบบ 005
พ.ศ.
2517
ได้รับอนุญาติให้ตั้งโรงเรียนผู้ใหญ่ ระดับ 5 (ม.ศ. 4-5) ใช้ชื่อว่า
"โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ขอนแก่นวิทยายน"  เปิดทำการสอนเวลา 17.00-21.30 น.
วันอาทิตย์-ศุกร์
พ.ศ. 2518
ก่อสร้างโรงฝึกงาน แบบพิเศษ 2 ชั้น 6
หน่วยตามนโยบายของแผ่นพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 3
พ.ศ.
2521 สร้างอาคารเรียนแบบ 424 ก. (อาคาร 2 ปัจจุบัน)
บนพ้นที่ซึ่งได้แลกเปลี่ยนกันกับสัสดีจังหวัด ในการแลกเปลี่ยน
ที่ดินแปลงบ้านพักครู-ภารโรง ถนนหลังเมือง เยื้องวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่นปัจจุบัน
กับพื้นที่บิเวรแนวจากอาคาร 3 ถึงโรงแรมแก่นอินน์
ทำให้พื้นที่ของโรงเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 21 ไเศษ ในด้านการจัดการเรียน
มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจักหารชั้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี (ม.1-ม.4)
และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี (ม.4-ม.6)
ตามแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2523
ได้สร้างอาคารเรียน แบบ 424 ค. เป็นห้องเรียน 20 ห้อง ห้องพักครู 4 ห้อง(อาคาร 1
ปัจจุบัน)
พ.ศ.
2532-2538 นายสวาทภูคำแสน ผู้อำนวยการโรงเรียน
เป็นช่วงที่โรงเรียนเริ่มรับนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาของกรมสามัญศึกษามาใช้ในการบริหาร
ดังนั้นโรงเรียนจึงมีการขยาย จำนวนห้องเรียนอย่างรวดเร็ว เริ่มจากปี พ.ศ. 2533
ได้เพิ่มห้องเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นระดับละ 12 ห้องเรียน และ
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นระดับละ 14 ห้องเรียน รวมทุกระดับ 78 ห้องเรียน
จากนั้นได้ขยายตัวต่อเนื่องทุกปีการศึกษา จนถึงปี 2538
จำนวนนักเรียนได้ขยายเป็นระดับละ 18 ห้องเรียน รวม 108 ห้องเรียน
ซึ่งถือเป็นการเปิดรับนักเรียนที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
พ.ศ. 2539 - พ.ศ. 2543
นายชุมพล เวียงเพิ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียน
โรงเรียนได้รับนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
มาปฏิบัติเป็นผลให้มีการพัฒนาในหลายด้านโดยเฉพาะการปรับปรุงสถานที่
มีการปรับปรุงถนนรอบบริเวณโรงเรียน สร้างสนามบาสเกตบอล สนามวอลเล่ย์บอลที่มาตรฐาน
ปรับปรุงระบบน้ำดื่นในโรงเรียนให้มาตรฐาน ปรับรื้ออาคารที่ไม่เหมาะสมเช่น
อาคารชั่วคราวด้านหลังอาคาร 2
และรื้ออาคารบริการรวมถึงห้องน้ำห้องส้วมด้านหน้าอาคาร 3
ทำให้สิ่งแวดล้อมบริเวณทั่วโรงเรียน ดีขึ้น นอกจากนี้ในปี 2539
โรงเรียนได้ปรับปรุงโรงเรียนในทุกด้านทั้งทางวิชาการปกครองธุรการรวมทั้งการบริการ
เพื่อนเสนอผลงานของโรงเรียนเข้ารับการแข่งขันโรงเรียนเพื่อรับรางวัลพระราชทาน
จึงทำให้โรงเรียนได้รับรางวัลพระราชทาน
ประเภทโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ในปีการศึกษา 2539 และปี 2540
โรงเรียนได้ดำเนินการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย การจัดกิจกรรม
"ศตวรรษมหามงคล ขอนแก่นวิทยายน 100 ปี" ของผู้บริหารโรงเรียน
ใหม่โดยอาศัยความร่วมมือของศิษย์เก่าการจัดทำพระเครื่องบูชา การทำผ้าป่าสามัคคี
การจัดการเฉลิมฉลองต่าง ๆ รวมไปถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของโรงเรียน
โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าวโรงเรียนเป้าหมายของการระดมทุนเพื่อก่อสร้างอาคารอนุสรณ์
100 ปี ขอนแก่นวิทยายน เพื่อใช้เป็นโรงอาหาร โรงยิมส์ ที่สถานที่จอดรถ
รวมไปถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
พ.ศ. 2543 - พ.ศ.2550
นายประดิษฐ์ สำราญพัฒน์
ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนและได้เน้นการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 โดยพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา บริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
เน้นการมีส่วนร่วมพัฒนาการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
พัฒนาสื่อการเรียนการสอนและห้องเรียนต้นแบบ ส่งเสริมสนับสนุนการใช้สื่อ IT จัดให้นักเรียนไดเรียนภาษาอังกฤษกับครูเจ้าของภาษา
เป็นผู้ริเริ่มให้การสนับสนุนโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ -
คณิตศาสตร์
และโครงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program)
ส่งเสริมให้ครูนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน
เป็นผู้นำในการระดมทรัพยากรเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ และพัฒนาอาคารสถานที่
ผลงานที่ปรากฏ อาทิ ลานกีฬาอเนกประสงค์อาคารวิทยบริการ อาคาร 4 อาคาร 5 อาคาร 8
และอาคารโรงฝึกงาน
ความเป็นผู้นำที่โดดเด่นทำให้โรงเรียนได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ ปี 2547
ในการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และในปี 2549
โรงเรียนได้ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษารอบที่ 2 (ประเมินเพื่อรับรอง)
ซึ่งประเมินโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)
 รูปอาคารปัจจุบัน
|